บทบัญญัติสำคัญในการเลือกซื้อเครื่องโทรศัพท์ใหม่
----------ปัญหาการเลือกซื้อเครื่องโทรศัพท์ใหม่ในปัจจุบันจะมีข้อสังเกตว่าเป็นเครื่องใหม่จริงได้ยากกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากเทคโนโลยีปัจจุบันได้ก้าวล้ำหน้าไปมาก ซึ่งจะทำให้ร้านโทรศัพท์มือถือสามารถนำเครื่องเก่ามาย้อมขายเป็นเครื่องใหม่ได้ง่ายๆ.. และในบางร้านอาจจะมีเครื่องมือในการซีลผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งสติ๊กเกอร์รับประกันศูนย์ต่างๆ และมีขายกันในราคาดวงละ 1 – 2 บาท เรียกกันว่าหาซื้อกันง่ายๆ เลยทีเดียวสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการค้าขายโทรศัพท์มือถือ
---------- สำหรับคุณผู้อ่านที่กำลังจะมีโครงการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ตัวเอง หรือบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นราคาหลักพันจนถึงหลักแสนก็ควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนจ่ายเงินซื้อ ซึ่งในปัจจุบันการตรวจสอบแค่ดูผลิตภัณฑ์, ตรวจสอบอีมี่ และทดสอบการใช้งานอาจจะไม่เพียงพอแล้ว ในฉบับนี้กระผมจึงขอแนะนำวิธีการตรวจสอบการเลือกซื้อ Smartphone และเครื่องโทรศัพท์ทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถตรวจสอบและปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
1. เลือกซื้อร้านที่น่าไว้วางใจ
---------- ในลำดับแรกการเลือกร้านมือถือที่น่าไว้วางใจจะเป็นส่วนสำคัญมากในการหลีกเลี่ยงที่จะได้เครื่องย้อมแมวหรือเครื่องบิ้วท์มาเป็นเครื่องใหม่ให้เราเชยชม ดังนั้นเราจึงควรเลือกซื้อที่ร้านค้าที่น่าไว้วางใจมากที่สุด หรือซื้อที่ศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือก็ได้ แต่การเลือกซื้อร้านที่น่าไว้วางใจก็จะไม่ปลอดภัยเสมอ 100% เพราะบางร้านอาจจะมีพนักงานนำเครื่องเก่ามาขายเราก็ได้ หรือนำเครื่องนอกมาขาย เมื่อเครื่องโทรศัพท์มีปัญหาอาจจะส่งเคลมหรือส่งซ่อมที่ศูนย์บริการไม่ได้ เราจึงควรตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย (รูปที่ 1)

รูปที่ 1: เลือกร้านค้าโทรศัพท์ที่น่าเชื่อถือ
2. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์
---------- เมื่อเราเลือกร้านค้าที่น่าไว้วางใจมากที่สุดได้แล้ว ต่อมาเราควรที่จะตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของเครื่องโทรศัพท์ที่เราจะซื้อ โดยเราสามารถตรวจสอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ได้ดังนี้
---------- 2.1 กล่องต้องซีลด้วยพลาสติก
-------------------- เครื่องโทรศัพท์ที่เราจะซื้อหากเป็นไปได้ควรจะเลือกเครื่องโทรศัพท์ที่อยู่ในกล่องผลิตภัณฑ์ที่ถูกซีลด้วยพลาสติกจากโรงงานผลิต เพื่อให้เรามั่นใจมากขึ้นในระดับหนึ่งว่าเครื่องโทรศัพท์ที่เราจะซื้อใหม่มาจากโรงงานจริงๆ แต่บางร้านค้าอาจจะแกะพลาสติกออกเพื่อให้ลูกค้าอื่นๆ ลองแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่ซื้อ หรือแกะออกมาเพื่อติดสติ๊กเกอร์รับประกันของร้านค้า
---------- 2.2 ตรวจสอบความใหม่ของกล่อง
-------------------- หากเครื่องโทรศัพท์ที่เราเลือกซื้อไม่ได้ถูกซีลพลาสติก ให้เราตรวจสอบทั่วๆ ไปของกล่องผลิตภัณฑ์ว่าใหม่จริงหรือไม่ เช่น ดูรอยถลอกของกล่อง, ความเก่า หากดูกล่องว่าเก่าหรือไม่สะอาดเหมือนเครื่องใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อเครื่องนั้นๆ (ไม่ต้องเกรงใจคนขายนะครับ) เพราะอาจจะเป็นเครื่องเก่านำมาหลอกขาย.. (รูปที่ 2)

รูปที่ 2: กล่องผลิตภัณฑ์ (โทรศัพท์)
3. ตรวจสอบอุปกรณ์ คู่มือภายในกล่อง
---------- หลังจากแกะกล่องแล้ว ควรตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ที่แถมมาในกล่อง ซึ่งโดยส่วนมากจะมีชุดหูฟัง, แบตเตอรี่, เมมโมรี่การ์ด, สายเชื่อมต่อ, คู่มือ, โบร์ชัวร์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้จะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ถูกแกะออกจากซองพลาสติก หรือกล่อง (รูปที่ 3) เราสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ของเครื่องโทรศัพท์ที่เราจะซื้อได้ที่เวบไซต์ผู้ผลิตก่อนว่ามีอะไรให้มาบ้างในกล่อง หรือตรวจสอบได้ตามเวบไซต์รีวิวโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นข้อมูลการตรวจสอบ

รูปที่ 3: ตรวจสอบความเรียบร้อย
---------- 3.1 ตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์
-------------------- เครื่องโทรศัพท์ภายในกล่องจะต้องอยู่ในซองพลาสติกหรือถุงพลาสติกที่ยังไม่ถูกแกะ หากเป็นเครื่องศูนย์ก็จะมีสติ๊กเกอร์ของศูนย์แปะไว้ที่หน้าจอ และควรตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเครื่องทั่วๆ ไป ว่ามีรอยถลอกหรือไม่, หน้าจอเบี้ยว, ปุ่มกดหลุด ซึ่งในกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว โดยอาจจะเป็นหนึ่งในแสนที่หลุดมาจาก QC ของโรงงานผลิต สิ่งที่ควรตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวเครื่องโทรศัพท์และไม่ควรมองข้ามไป ได้แก่
-------------------- • หากตัวเครื่องเป็นแบบฝาสไลด์ก็ควรทดสอบเลื่อนเปิด/ปิด ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ความฝืด, หลวม เป็นต้น หากเป็นโทรศัพท์แบบฝาฟลิบหรือโทรศัพท์ที่สามารถหมุนจอหรือตัวเครื่องบางส่วนได้ควรทดสอบหลายๆ รอบ เพื่อให้แน่ใจว่ามีความแข็งแรง ไม่หักง่าย หากไม่มั่นใจควรทดสอบเครื่องอื่นๆ ด้วยว่ามีอาการเหมือนกันหรือไม่ (รูปที่ 4, 5, 6)

รูปที่ 4: โทรศัพท์แบบฝาสไลต์

รูปที่ 5: โทรศัพท์แบบฝาพับ

รูปที่ 6: ทดสอบหมุนหน้าจอ
-------------------- • ตรวจสอบหน้าจอมีรอยขูดขีดหรือไม่ และควรทดสอบมองหน้าจอในมุมองศาต่างๆ ด้วย เพื่อให้เห็นรอยได้ง่ายขึ้น หากหน้าจอเป็นหน้าจอสัมผัส (Touch Screen) ให้ทดสอบโดยการใช้ Stylus แตะที่หน้าจอว่ามีการตอบสนองตรงจุดหรือไม่ หากตอบสนองไม่ตรงจุดให้ทำการ Calibrate screen ในเมนู Display (รูปที่ 7) หากอาการไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนเครื่องใหม่หรือแจ้งให้ร้านค้ารับทราบ

รูปที่ 7: Calibrate/Alignment หน้าจอ
-------------------- • ตรวจสอบด้านหลังตัวเครื่อง ช่องใส่แบตเตอรี่และซิมการ์ด โดยเฉพาะช่องใส่ซิมการ์ดให้ตรวจสอบขั้วว่าหักหรือไม่ และทดสอบใส่แบตเตอรี่ว่าแน่นหรือไม่ (รูปที่ 8)

รูปที่ 8: ทดสอบใส่ซิมการ์ด
-------------------- • ทดสอบเปิด/ปิดฝาช่องเมมโมรี่การ์ดว่าแน่นหรือหลวมหรือไม่ ซึ่งตามปกติเครื่องใหม่จะแน่นพอสมควร (รูปที่ 9)

รูปที่ 9: ฝาช่องเมมโมรี่การ์ด
-------------------- • ตรวจสอบจุกยางต่างๆ เช่น จุกยางปิดช่อง pop port, จุกยางช่องหูฟัง เป็นต้น สำหรับเครื่องบางรุ่นจะไม่มีจุกยางปิด และบางรุ่นจะสังเกตได้ยากมากว่ามีจุกยางปิดหรือไม่ เช่น NOKIA 3250 ในส่วนของ pop port หากไม่มั่นใจควรเดินตรวจสอบหลายๆ ร้าน (รูปที่ 10, 11)

รูปที่ 10: จุกยางของ NOKIA 3250

รูปที่ 11: จุกยางหลุดหายไป
-------------------- • ทดลองเสียบสายชุดหูฟังว่าแน่นหรือไม่ โดยทั่วไปจะต้องแน่นและไม่หลุดง่าย (รูปที่ 12)

รูปที่ 12: ทดสอบเสียบหูฟังเข้ากับเครื่อง
----------สำหรับวิธีการตรวจสอบตัวเครื่องเบื้องต้นดังที่กล่าวมา จะใช้สายตาในการตรวจสอบ
----------สำหรับการตรวจสอบอีมี่, ระยะเวลาการใช้งาน, จุดบอดหน้าจอ และส่วนอื่นๆ จะขอกล่าวในลำดับถัดไป
---------- 3.2 ตรวจสอบอุปกรณ์มาตรฐาน
-------------------- เครื่องโทรศัพท์บางรุ่นจะมีอุปกรณ์ต่างๆ แถมมาให้ เช่น เมมโมรี่การ์ด, สายเชื่อมต่อ, ชุดหูฟังต่างๆ, ซองหนังของอุปกรณ์ เป็นต้น ดังนั้นก่อนซื้อเราควรที่จะรู้ว่ามีอะไรให้มาบ้างภายในกล่องและมีหน้าตาเช่นใด เพราะบางร้านอาจจะสับเปลี่ยนอุปกรณ์ของเราได้
-------------------- •
แบตเตอรี่ : จะต้องอยู่ในห่อพลาสติกที่ยังไม่ถูกแกะ หรือห่อไว้อย่างเรียบร้อยภายในกล่องและมีสติ๊กเกอร์รับประกันของศูนย์ที่เราซื้อติดอยู่ที่แบตเตอรี่ด้วย หากเป็นแบตเตอรี่ของ NOKIA จะต้องมีสติ๊กเกอร์แบบ Hologram ติดอยู่ และมีโลโก้โนเกียในแบบ 3 มิติ หากไม่มีให้คิดก่อนเลยว่าแบตเตอรี่นั้นอาจจะเป็นของปลอม (รูปที่ 13)

รูปที่ 13: แบตเตอรี่และสติ๊กเกอร์รับประกัน/Hologram
-------------------- •
เมมโมรี่การ์ด : ในบางรุ่นจะอยู่ในกล่องเมมโมรี่การ์ดอย่างเรียบร้อย บางร้านอาจจะใส่มาให้พร้อมใช้งานในตัวเครื่อง ในส่วนนี้เราจะต้องตรวจสอบว่ามี Adapter แถมมาให้ด้วยหรือไม่ เช่น RS-MMC, Micro SD จะมี Adapter แถมมาให้ในชุด (รูปที่ 14)

รูปที่ 14: เมมโมรี่การ์ดพร้อม Adapter
-------------------- •
Stylus : สำหรับเครื่องโทรศัพท์ที่เป็นหน้าจอสัมผัส จะแถม Stylus หรือปากกาสำหรับการ Input ข้อมูลมาให้ด้วย ในบางรุ่นอาจจะแถม 2 ด้าม เพื่อเป็นอะไหล่สำรอง (รูปที่ 15)

รูปที่ 15: Stylus
-------------------- •
ชุดหูฟังมาตรฐาน : ชุดหูฟัง ที่แถมมากับตัวเครื่องในปัจจุบันก็จะมีหลากหลายแบบแล้วแต่รุ่นของโทรศัพท์ และอาจจะมีรูปแบบที่คล้ายกันแต่ต่างสี บางรุ่นก็จะมีรีโมทคอนโทรลมาให้ด้วย เช่น NOKIA 3250 ชุดหูฟังนี้มักจะถูกทางร้านค้าแอบเปลี่ยนก่อนล่วงหน้า เราจึงควรตรวจสอบชุดหูฟังที่แถมมากับเครื่องว่าตรงตามกับผู้ผลิตได้แจ้งไว้หรือไม่.. (รูปที่ 16, 17)

รูปที่ 16: ตัวอย่างชุดหูฟังของ Sony Ericsson

รูปที่ 17: ตัวอย่างชุดหูฟังของ NOKIA
-------------------- •
สายเชื่อมต่อ : สำหรับ Smartphone เกือบทุกรุ่น ทางผู้ผลิตจะแถมสายเชื่อมต่อมาให้ในชุดโทรศัพท์ เพื่อให้เราสามารถเชื่อมต่อเครื่องโทรศัพท์มือถือกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในการโอนถ่ายข้อมูล, ติดตั้งโปรแกรมได้ ซึ่งเราจะต้องตรวจสอบว่าสายเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบเดียวกันกับที่แถมมากับเครื่องโทรศัพท์รุ่นนั้นๆ หรือไม่ และจะต้องถูกมัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อย (รูปที่ 18)

รูปที่ 18: ตัวอย่างสายเชื่อมต่อ DKU-5
-------------------- •
สายชาร์ต : สายชาร์ตจะต้องถูกมัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อยและดูตรงขั้วเสียบว่ามีร่องรอยการใช้งานหรือไม่ และจะต้องมีสติ๊กเกอร์รับประกันของศูนย์เช่นกัน (รูปที่ 19)

รูปที่ 19: ตัวอย่างสายชาร์ต
-------------------- •
แผ่น CD-ROM : เครื่องโทรศัพท์บางรุ่นจะแถมซีดีโปรแกรมต่างๆ มาให้ในชุดเครื่องโทรศัพท์ เช่น CD-ROM ไดรว์เวอร์ต่างๆ และโปรแกรมใช้งานเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้, CD-ROM โปรแกรมทั่วไป ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นโปรแกรมภาษาไทย/ดิกชันนารี/เกม ที่มักจะพบบ่อยๆ ใน Smartphone และ Pocket PC (รูปที่ 20)

รูปที่ 20: ตัวอย่างแผ่น CD-ROM
-------------------- •
คู่มือการใช้งาน/โบร์ชัวร์ : คู่มือการใช้งานที่อยู่ในกล่องจะต้องยังไม่ถูกแกะหรือต้องไม่มีร่องรอยการถูกแกะ อยู่ในสภาพใหม่และไม่มีร่องรอยการเปิดอ่าน ภายในกล่องอาจจะมีแผ่นพับต่างๆ ของผลิตภัณฑ์มาด้วย (รูปที่ 21)

รูปที่ 21: คู่มือการใช้งานและโบร์ชัวร์
4. การตรวจสอบและทดลองใช้งาน
---------- หลังจากที่เราได้ตรวจสอบเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องด้วยสายตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในลำดับต่อมาจะตรวจสอบด้วยการสัมผัสและทดลองใช้งานตัวเครื่องกันบ้าง หากร้านค้าใดไม่ให้ตรวจสอบและทดลองใช้งานก็ควรหลีกเลี่ยงครับ.. สำหรับวิธีการตรวจสอบที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้
---------- 4.1 ตรวจสอบอี่มี่ของตัวเครื่อง
-------------------- การตรวจสอบอีมี่ของตัวเครื่องเราจะต้องตรวจสอบว่าอีมี่ตรงกับกล่องผลิตภัณฑ์หรือไม่ ซึ่งกล่องผลิตภัณฑ์ของเครื่องโทรศัพท์จะมีแถบสติ๊กเกอร์ที่มีบาร์โค้ดอยู่ข้างกล่อง และในปัจจุบันสติ๊กเกอร์ข้างกล่องได้ถูกทำปลอมขึ้นมาเพื่อให้อีมี่ตรงกับตัวเครื่องเราจึงควรตรวจสอบแถบสติ๊กเกอร์ข้างกล่องให้ละเอียดยิ่งขึ้นว่าเมื่อลอกออกมาแล้วจะต้องไม่เป็นแผ่นเดียวกัน ซึ่งสติ๊กเกอร์นี้จะมีอยู่ 3 ส่วน คือ ส่วน A, B และ C ที่ถูกลอกออกเป็นส่วนๆ ได้ สำหรับแปะลงในบัตรรับประกัน หากทดสอบลอกแล้วเป็นแผ่นเดียวกันควรสงสัยไว้ก่อนว่าได้ถูกทำปลอมขึ้นมา (รูปที่ 22, 23) สำหรับวิธีการตรวจสอบอี่มีสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

รูปที่ 22: สติ๊กเกอร์ข้างกล่อง

รูปที่ 23: เมื่อลอกแล้วต้องไม่เป็นแผ่นเดียวกัน
-------------------- • กด *#06# เพื่อให้เครื่องโทรศัพท์แสดงเลขอีมี่ที่หน้าจอเครื่องโทรศัพท์ (รูปที่ 24)

รูปที่ 24: ตรวจสอบอีมี่ของเมนบอร์ด
-------------------- • ดูเลขอีมี่ด้านหลังตัวเครื่อง โดยการถอดแบตเตอรี่ออกมาซึ่งก่อนการถอดแบตเตอรี่ควรปิดเครื่องให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้ง (รูปที่ 25)

รูปที่ 25: เลขอีมี่ด้านหลังเครื่อง
---------- สำหรับการตรวจสอบอี่มี่จะต้องตรงกันทั้ง 3 จุด คือ ด้านหลังตัวเครื่อง, ที่หน้าจอโดยการกด *#06# และสติ๊กเกอร์ด้านข้างกล่อง หากมีจุดใดจุดหนึ่งไม่ตรงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นเครื่องเก่าหรือเครื่องย้อมแมว
---------- 4.2 ตรวจสอบเวลาการใช้งาน (Life Time)
-------------------- เมื่อเราตรวจสอบเครื่องและอี่มี่จนทำให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ใช่เครื่องย้อมแมวแล้ว อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ให้ควรตรวจสอบระยะเวลาการใช้งานของตัวเครื่อง (ระยะเวลาการโทรเข้า/โทรออก) ซึ่งจะถูกบันทึกลงในเครื่องโทรศัพท์ไม่สามารถลบล้างออกไปได้ถึงแม้จะรีเซ็ตเครื่องใหม่แล้วก็ตาม ด้วยการกด *#92702689# โดยตัวเลขที่แสดงผลที่หน้าจอจะต้องเป็นเลข 0 ทั้งหมด โดยตัวเลขสองหลักสุดท้ายจะเป็นจำนวนนาที (รูปที่ 26)

รูปที่ 26: ตรวจสอบเวลาการใช้งาน
---------- ตัวอย่างเช่น 000011.37 หมายความว่า ตัวเครื่องมีการใช้งานในด้านการรับสายและโทรออกไปแล้ว 11 ชั่วโมง 37 นาที
----------Tips : เทคนิคการจำรหัส *#92702689# คือคำว่า “Warranty” สังเกตจากตัวอักษรบนปุ่ม Keypad สำหรับรหัสนี้จะสามารถใช้งานได้กับเครื่องโทรศัพท์ NOKIA บางรุ่นเท่านั้น
---------- 4.3 ตรวจสอบกล้องโทรศัพท์มือถือ
-------------------- เครื่องโทรศัพท์บางรุ่นโดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ จะมีกล้องดิจิตอลติดมาให้ใช้งานด้วย เราสามารถทดสอบการทำงานกล้องได้อย่างง่ายๆ ด้วยการทดลองถ่ายภาพ ว่ามีสีสันและคมชัดหรือไม่ หากภาพที่ถ่ายมานั้นเป็นเส้นๆ เลนส์กล้องอาจจะมีปัญหา สำหรับเครื่องโทรศัพท์บางรุ่นภาพจะออกมาโทนสีแดงซึ่งอาจจะเป็นเรื่องปกติของโทรศัพท์รุ่นนั้นๆ
-------------------- จากนั้นทดสอบการถ่ายวิดีโอคลิปแล้วเปิดดูภาพที่ถ่าย ว่ามีความชัดเจนหรือไม่, ขณะที่รับชมกระตุกหรือไม่ หากมีอาการผิดสังเกตควรแจ้งพนักงานขายทันที สำหรับวิธีการทดสอบถ่ายวิดีโอคลิปนี้ จะเป็นการทดสอบไมโครโฟนของตัวเครื่องและลำโพงไปในตัว เนื่องจากวิดีโอคลิปจะจัดเก็บเสียงรอบข้างด้วย
---------- 4.4 ตรวจสอบลำโพงของตัวเครื่อง
-------------------- ให้ทดสอบโดยการเล่นเพลงที่อยู่ในตัวเครื่องอาจจะเป็นเสียงเรียกเข้าก็ได้ แต่ถ้าให้ผลดียิ่งขึ้นก็ควรเป็นเพลงทั่วๆ ไป หากในตัวเครื่องไม่มีไฟล์เพลงให้ทำการส่งไฟล์เพลงไปยังเครื่องโทรศัพท์ใหม่ผ่านทาง Bluetooth แล้วทดลองเล่นผ่านลำโพงตัวเครื่อง ซึ่งเราจะต้องฟังว่าเสียงของลำโพงแตกพร่าหรือไม่, ชัดเจนดีหรือไม่ หากไม่มั่นใจควรเปลี่ยนเครื่องทันทีหรือทดสอบอีกเครื่องหนึ่งว่าเป็นเหมือนกันหรือไม่
---------- 4.5 ตรวจสอบไมโครโฟนของตัวเครื่อง
-------------------- ให้ทดสอบโดยการบันทึกเสียงด้วยโปรแกรมบันทึกเสียง และทดสอบฟังเสียงที่บันทึกว่ามีความชัดเจนหรือไม่
---------- 4.6 ตรวจสอบจุดบอดของหน้าจอ
-------------------- จุดบอดสีของหน้าจอเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่หากว่าจุดบอดนั้นเกิดขึ้นกลางหน้าจอหรือจุดที่ใช้งานบ่อยอาจจะสร้างความรำคาญในการใช้งานได้ ในส่วนนี้จึงขอกล่าวถึงวิธีการตรวจสอบจุดบอดบนหน้าจอด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
--------------------• ตรวจสอบโดยใช้กล้องของเครื่องโทรศัพท์ โดยเปิดการใช้งานกล้องแล้วใช้มือปิดบัง
ที่เลนส์กล้องให้สนิท โดยที่หน้าจอจะเป็นสีดำ ให้สังเกตว่าที่หน้าจอมีสีเพี้ยนจุดเล็กๆ หรือไม่ แต่วิธีนี้จะตรวจสอบได้ไม่ทั่วทั้งหน้าจอ (รูปที่ 27) หากเป็นไปได้ควรทำตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

รูปที่ 27: ตรวจสอบกล้อง
-------------------- • สร้างภาพสีต่างๆ ขึ้นมา เช่น ภาพสีน้ำเงิน, สีแดง, สีเขียว, สีดำ โดยใช้โปรแกรมตกแต่งภาพสร้างไฟล์ภาพขึ้น แล้วทำการส่งไฟล์ภาพนี้ไปยังโทรศัพท์เครื่องใหม่ผ่านทาง Bluetooth, Infrared แล้วทดลองเปิดภาพนี้ขึ้นมา หากไม่มีสิ่งผิดปกติแสดงว่าไม่มีจุดบอดที่หน้าจอ
-------------------- วิธีการสร้างไฟล์ภาพนี้ จะสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยโปรแกรม Photoshop โดยมีขั้นตอนการทำ ดังนี้
-------------------- (1) สร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมาโดยคลิกที่เมนู File แล้วเลือกคำสั่ง New กำหนดขนาดภาพให้เป็นขนาด 176 x 208 Pixel หรือตามขนาดความละเอียดของหน้าจอในแต่ละรุ่น (รูปที่ 28)

รูปที่ 28: กำหนดขนาดภาพที่จะสร้าง
-------------------- (2) กำหนดสีพื้นของภาพโดยคลิกที่ Set foreground color (รูปที่ 29)

รูปที่ 29: ขั้นตอน Set foreground color
-------------------- (3) เมื่อเลือกสีที่ต้องการได้แล้วให้ใช้เครื่องมือ Paint Bucket tool เทสีลงในพื้นที่ของภาพ (รูปที่ 30)

รูปที่ 30: เทสีลงในพื้นที่ของภาพ
-------------------- (4) จัดเก็บไฟล์แล้วทำการส่งไฟล์ไปยังเครื่องโทรศัพท์หรือจัดเก็บไว้ในเมมโมรี่การ์ด
-------------------- • ใช้โปรแกรมตรวจสอบการแสดงผลของหน้าจอ ซึ่งสามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ทุกเครื่องที่สนับสนุน Java ทำให้การตรวจสอบง่ายขึ้นโดยที่ไม่ต้องสร้างไฟล์ภาพเอง โดยโปรแกรมนี้มีชื่อว่า LCD Tester จะแสดงสีที่หน้าจอแบบเต็มหน้าจอ ที่มีทั้งสีแดง, น้ำเงิน, เหลือง, ขาว และดำ ซึ่งสามารถค้นหาโปรแกรมนี้ได้โดยพิมพ์คำว่า LCD Tester ใน Google หรือค้นหาในเวบไซต์ถาม-ตอบปัญหาทั่วๆ ไปเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ
---------- 4.7 ทดสอบภาครับสัญญาณของเครื่องโทรศัพท์
-------------------- ให้ทำการใส่ซิมการ์ดลงในเครื่องโทรศัพท์ และดูความเปลี่ยนแปลงของคลื่นสัญญาณว่ามีความคงที่หรือไม่ หากระดับสัญญาณขึ้นๆ ลงๆ ควรเปลี่ยนจุดยืนใหม่
-------------------- จากนั้นให้ทดสอบการใช้งานโทรศัพท์ด้วยการโทรออก และให้เลขหมายปลายทางรับสายเพื่อสอบถามความชัดเจนในการสนทนา ซึ่งจะเป็นการทดสอบไมล์และลำโพงไปในตัวด้วย นอกจากนี้ควรให้เพื่อนๆ ทดสอบโทรเข้ามายังเครื่องใหม่อีกครั้งและสอบถามความชัดเจนในการสนทนา ซึ่งจะเป็นการทดสอบภาครับสัญญาณ, ไมโครโฟน และลำโพงไปด้วย
---------- 4.8 ตรวจสอบปุ่มกดต่างๆ
-------------------- การตรวจสอบปุ่มกด ให้ทดลองกดปุ่มทุกๆ ปุ่มบนตัวเครื่องว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่ ทั้งปุ่ม Keypad และปุ่มคำสั่งต่างๆ หากปุ่มใดกดไม่ติดควรรีบเปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที (รูปที่ 31)

รูปที่ 31: ทดสอบกดปุ่ม
---------- 4.9 ทดสอบหูฟัง, Small Talk
-------------------- ให้ทดสอบโดยการนำชุดหูฟังต่อเข้ากับตัวเครื่องโทรศัพท์แล้วทดสอบขยับสายที่เชื่อมต่อกับเครื่องโทรศัพท์ว่าแน่นหรือไม่ จากนั้นควรทดลองฟังเพลงต่างๆ ที่อยู่ในตัวเครื่องด้วยโปรแกรมเล่นเพลง อาจจะใช้ฟังวิทยุก็ได้ โดยใช้โปรแกรมมาตรฐานที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง (รูปที่ 32) เพื่อเป็นการทดสอบว่าชุดหูฟังนั้นมีเสียงออกจากหูฟังทั้งสองข้างหรือไม่.. เท่านั้นยังไม่พอทดสอบโทรหาเพื่อนแล้วใช้ชุดหูฟังพูดคุยเพื่อเป็นการทดสอบไมโครโฟนหูฟังและฟังก์ชั่นของโทรศัพท์ไปในตัว

รูปที่ 32: ตัวอย่างโปรแกรมฟังเพลง
---------- 4.10 ตรวจสอบและทดลองใช้งานเมมโมรี่การ์ด
-------------------- คุณอาจจะตกใจในขณะที่คุณถ่ายโอนข้อมูล, เพลงลงในเมมโมรี่การ์ดว่าทำไมหน่วยความจำถึงเต็มเร็ว ทั้งๆ ที่คุณใส่ข้อมูลไปได้ไม่มาก คุณจึงควรตรวจสอบความจุของเมมโมรี่การ์ดว่ามีขนาดความจุเท่าที่กำกับไว้หรือไม่ ซึ่งในตัวเครื่องโทรศัพท์จะมีฟังก์ชั่นตรวจสอบพื้นที่หน่วยความจำอยู่ (รูปที่ 33) อาจจะต่างกันเพียงนิดเดียว 1 – 3 เมกกะไบต์สำหรับเมมโมรี่การ์ดบางแผ่น

รูปที่ 33: ฟังก์ชั่นตรวจสอบพื้นที่เมมโมรี่การ์ด
-------------------- จากนั้นให้ทดสอบโอนถ่ายข้อมูล หรือบันทึกข้อมูลลงในเมมโมรี่การ์ด อาจจะเลือกใช้วิธีการถ่ายภาพ, ถ่ายวิดีโอคลิปจัดเก็บไว้ในเมมโมรี่การ์ดก็ได้ แต่อย่าลืมตั้งค่าให้จัดเก็บลงในเมมโมรี่การ์ดด้วย (รูปที่ 34) พร้อมทั้งทดสอบเปิดไฟล์ที่ถ่ายว่าจัดเก็บได้จริงๆ หรือไม่.. เพื่อป้องกันในเรื่องเมมโมรี่การ์ดเสีย สำหรับเมมโมรี่การ์ดใหม่นั้นจะไม่ถูกตั้งรหัสผ่านใดๆ และไม่มีข้อมูล

รูปที่ 34: กำหนดจัดเก็บภาพถ่ายลงเมมโมรี่การ์ด
---------- 4.11 ตรวจสอบร่องรอยการใช้งาน
-------------------- หากคุณได้ตรวจสอบตัวเครื่องพร้อมทดลองใช้งานตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว นับได้ว่าคุณจะได้เครื่องใหม่ไปมากกว่า 80% แล้ว แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไปว่าอุปกรณ์และเครื่องโทรศัพท์ทุกอย่างดูใหม่หมด คุณอาจจะเจ็บใจทีหลังเมื่อคุณได้รู้ว่ามีรูป, ข้อความ SMS หรือข้อมูลต่างๆ ของบุคคลอื่นอยู่ในโทรศัพท์เครื่องใหม่ของคุณ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบ Software ภายในแบบเบื้องต้นด้วยเพื่อความไม่ประมาท..
-------------------- •
ค้นหาโปรแกรมแปลกปลอม : ให้ทดสอบเข้าไปในเมนูของเครื่องโทรศัพท์และตรวจตราว่ามีไอคอนโปรแกรมแปลกๆ ในหน้าจอเมนู นอกเหนือจากโปรแกรมมาตรฐานในตัวเครื่องหรือไม่ ซึ่งวิธีการตรวจสอบนี้ เราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมมาตรฐานภายในตัวเครื่องบ้างพอสมควร หรืออาจจะสอบถามกับคนรอบข้างที่ใช้รุ่นนั้นๆ ก่อนก็ได้ (รูปที่ 35)

รูปที่ 35: ตัวอย่างหน้าจอเมนู
-------------------- •
ค้นหาภาพถ่าย : โทรศัพท์ที่มีกล้องดิจิตอลในตัวจะสามารถเก็บภาพถ่ายลงในหน่วยความจำเครื่องและเมมโมรี่การ์ดได้ ดังนั้นควรตรวจสอบให้ละเอียดว่ามีไฟล์ภาพแปลกปลอมอยู่ในเครื่องเราหรือไม่.. ซึ่งส่วนมากสามารถเรียกดูได้จากเมนู Gallery, Image (แล้วแต่รุ่นจะมีเมนูที่แตกต่างกันออกไป) หากพบไฟล์ภาพถ่ายควรสงสัยไว้ว่าเครื่องนั้นอาจจะถูกใช้งานมาก่อน (รูปที่ 36)

รูปที่ 36: ค้นหาภาพใน Gallery
-------------------- สำหรับเครื่องศูนย์ฯ บางศูนย์อาจจะมี Contents ต่างๆ แถมมาอยู่ในตัวเครื่อง/เมมโมรี่การ์ด ซึ่งอาจจะพบคลิปวิดีโอ, ไฟล์ภาพ (รูปที่ 37) ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อน โดยสามารถสอบถามได้จากพนักงานขายของศูนย์ต่างๆ หรือสอบถามผ่าน Call Center ก็ได้เช่นกัน

รูปที่ 37: ตัวอย่าง Contents เครื่องศูนย์ AIS
-------------------- •
ค้นหาข้อความใน Inbox : ข้อความหวานๆ อาจจะสะดุดตาคุณขึ้นมา ในเมื่อคุณไม่เคยส่งข้อความหวานแบบนี้ให้ใคร และอาจจะโชคร้ายซ้ำสองเมื่อแฟนคุณเปิดพบ ดังนั้น คุณควรจะเข้าไปตรวจสอบข้อความต่างๆ ทั้งในโฟลเดอร์ Inbox, Sent, Draf ก่อนที่จะนำโทรศัพท์เครื่องนั้นเป็นของคุณ หากเป็นเครื่องใหม่จะไม่พบข้อความใดๆ (นอกจาก Contents ที่แถมมากับเครื่องศูนย์ฯ) ดังรูปที่ 38

รูปที่ 38: ค้นหาข้อความแปลกๆ ใน Messages
-------------------- •
ค้นหาข้อความโน้ตและตารางนัดหมาย : นอกจากข้อความใน Inbox หรือในเมนู Messages แล้ว จะต้องสำรวจสิ่งแปลกปลอมที่บันทึกอยู่ใน Calendar, Contacts, Note, To-do ด้วย ซึ่งใน Calendar อาจจะค้นหายากหน่อย ในจุดนี้แนะนำให้สุ่มตรวจดีกว่าครับ..
---------- 4.12 ทดสอบการทำงานของแบตเตอรี่และอุปกรณ์ชาร์ต
-------------------- สำหรับการตรวจสอบแบตเตอรี่และอุปกรณ์การชาร์ตไฟ อาจจะต้องทดสอบหลังจากจ่ายเงินซื้อเครื่องมาแล้ว ว่ากันง่ายๆ ก็คือต้องมาชาร์ตไฟที่บ้านนั่นเอง
--------------------•
ตรวจสอบประสิทธิภาพแบตเตอรี่ : การตรวจสอบแบตเตอรี่ว่าสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพความจุหรือไม่เราจะต้องทำการชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็มเสียก่อน ซึ่งระหว่างการชาร์ตเราจะต้องหมั่นตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอเครื่องโทรศัพท์ด้วย ว่าสถานะของแบตเตอรี่กำลังชาร์ตอยู่ (อาจจะเป็นขีดเลื่อนขึ้น ขณะชาร์ตไฟ) หากไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆ ขณะชาร์ตไฟควรตรวจสอบปลั๊กไฟและขั้วที่ชาร์ตไฟว่าชำรุดหรือไม่ หรือทดลองนำอุปกรณ์การชาร์ตไฟอื่นมาทดสอบ (เฉพาะรุ่นที่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น NOKIA) ปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดจากอุปกรณ์ชาร์ตไฟ (รูปที่ 39, 40)

รูปที่ 39: เสียบสายชาร์ตเข้ากับเครื่องโทรศัพท์

รูปที่ 40: หน้าจอเมื่อเสียบสายชาร์ต
-------------------- •
ตรวจสอบแบตเตอรี่แท้หรือไม่ : สำหรับแบตเตอรี่ของโนเกียจะมีสติ๊กเกอร์ Hologram ติดอยู่กับตัวแบตเตอรี่ ซึ่งสติ๊กเกอร์นี้จะต้องมีโลโก้โนเกียกำกับไว้ และจะมีแถบสีดำคาดไว้ที่ตัวสติ๊กเกอร์ โดยจะมีขั้นตอนการตรวจสอบง่ายๆ คือ
-------------------- (1) หากมองไปที่สติ๊กเกอร์จะเห็นเป็นรูปมือประสานกันเหมือนตอนเปิดเครื่อง และมีโลโก้กำกับไว้ (รูปที่ 41)

รูปที่ 41: โลโก้และรูปมือประสานกัน
-------------------- (2) ทดสอบหมุนแบตเตอรี่ไปในด้านต่างๆ จะเห็นจุดเล็กๆ 1, 2, 3 และ 4 จุด รอบๆ โลโก้ (รูปที่ 42 – 46)

รูปที่ 42: จุดเล็กๆ ด้านซ้ายข้างโลโก้ 1 จุด

รูปที่ 43: จุดเล็กๆ ด้านขวาข้างโลโก้ 2 จุด

รูปที่ 44: จุดเล็กๆ ด้านล่างข้างโลโก้ 3 จุด

รูปที่ 45: จุดเล็กๆ ด้านบนโลโก้ 4 จุด
-------------------- (3) ขูดแถบสีดำบนสติ๊กเกอร์ Holygram จะพบกับรหัส 20 หลัก (รูปที่ 46) ซึ่งจะเป็นตัวเลขทั้งหมด แล้วตรวจสอบที่เวบไซต์
http://www.nokiaoriginals.com/check

รูปที่ 46: รหัส 20 หลักบนแบตเตอรี่โนเกีย
-------------------- เมื่อพิมพ์รหัสทั้ง 20 หลักเพื่อตรวจสอบแบบ Online ผ่านเวบไซต์แล้ว หากเป็นแบตเตอรี่ของโนเกียแท้จะขึ้นข้อความดังรูปที่ 47 แต่หากเป็นของปลอมจะขึ้นข้อความดังรูปที่ 48

รูปที่ 47: รหัสของแบตเตอรี่ถูกต้อง (แท้)

รูปที่ 48: รหัสของแบตเตอรี่ไม่ถูกต้อง (ปลอม)
** ภาพประกอบบางส่วนนำมาจาก www.nokiaoriginal.com
บทสรุป
สำหรับวิธีการตรวจสอบก่อนการซื้อเครื่องใหม่ที่ได้กล่าวไว้ทั้ง 4 ข้อใหญ่ข้างต้น จะเป็นวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นตามมาตรฐ